
ทำไมพ่อครัวที่เก่งที่สุดถึงหันมาใช้เทคโนโลยี Far-Infrared (FIR) ในเตาอบไอน้ำของตนเอง
เตาอบแบบปกติจะทำหน้าที่เพียงแค่สร้างความร้อนให้กับอากาศเท่านั้น แต่ปัญหาก็คือ อากาศนั้นไม่สามารถส่งผ่านความร้อนได้ดีนัก เมื่อมีไอน้ำเข้ามาด้วย ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ยุ่งยากขึ้น เพราะความชื้นจะชะลอการส่งผ่านความร้อนลง
นั่นคือเหตุผลที่เราใช้เทคโนโลยี Far-Infrared (FIR) แทน แทนที่จะพึ่งอากาศในการส่งผ่านความร้อน FIR จะส่งความร้อนไปยังเนื้อขนมโดยตรง
วิธีการส่งผ่านความร้อน
ลองนึกภาพว่า FIR เหมือนกับแสงอาทิตย์ที่ส่องมากระทบผิวหนังของเรา มันไม่ได้เพียงแค่ทำให้ผิวหนังอุ่นเท่านั้น แต่ยังสามารถทะลุเข้าไปถึงชั้นในได้อีกด้วย ในขณะที่เตาอบธรรมดาจะทำให้ขนมสุกจากด้านนอกเข้าไปข้างใน แต่ FIR จะส่งความร้อนเข้าไปถึงตรงกลางของขนมได้เลย
นี่คือจุดที่เกิดความมหัศจรรย์ในเตาอบไอน้ำ ไอน้ำจะช่วยให้เปลือกขนมมีความยืดหยุ่น ทำให้ขนมสามารถขยายตัวได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ FIR จะช่วยส่งความร้อนเข้าไปในเนื้อขนม ส่งผลให้เนื้อขนมสุกอย่างสมบูรณ์ และเปลือกขนมก็จะมีสีเข้มและมีรสชาติหวาน
รายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างเตาอบ
การสร้างเตาอบแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ความชื้นถือเป็นสิ่งที่อันตรายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หากมีการรั่วไหลของความชื้น อุปกรณ์ก็จะเสียหายได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
เพื่อป้องกันปัญหานี้ เราจึงใช้วัสดุควอตซ์หรือเซรามิกที่มีความหนาแน่นสูง นอกจากนี้ยังมีการใช้แผ่นกันน้ำและสายไฟที่ทนต่ออุณหภูมิสูง เพื่อป้องกันไม่ให้ไอน้ำเข้ามาในเตาอบ นี่คือวิธีที่จะทำให้เตาอบมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
สิ่งที่ควรระวัง
เทคโนโลยี FIR สามารถสร้างความร้อนได้มากมาย แต่ความร้อนนั้นก็รุนแรงมากเช่นกัน หากนำอุปกรณ์นี้มาใช้ในเตาอบธรรมดา ก็จะเกิดปัญหาได้ง่ายๆ คือจะมีจุดที่ร้อนเกินไป หากขนมอยู่ใกล้อุปกรณ์มากเกินไป เปลือกขนมก็จะไหม้ก่อนที่เนื้อขนมจะสุก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการจัดวางขนมให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องมีระบบควบคุมที่แม่นยำ เพื่อปรับระดับพลังงานได้อย่างเหมาะสม มิฉะนั้นเปลือกขนมก็จะไหม้เสมอ
อีกหนึ่งเคล็ดลับคือ ควรมีวงจรไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับอุปกรณ์นี้ เพราะอุปกรณ์นี้จะดึงกระแสไฟฟ้ามากเมื่อเริ่มทำงาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมั่นใจว่าอุปกรณ์ควบคุมสามารถรับมือกับกระแสไฟฟ้านี้ได้ มิฉะนั้นอุปกรณ์ก็จะเสียหายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น